RESSENCE Type 7 Black and Cactus Green
การเปิดตัวของสองสีใหม่นี้ มาพร้อมกับแคมเปญฤดูใบไม้ผลิของแบรนด์ในชื่อ “Your Hands Are Your Best Tools” ที่สะท้อนแนวคิดของ Type 7 ในฐานะนาฬิกาสายลุยที่เหมาะทั้งสำหรับการใช้ชีวิต ในเมืองและกิจกรรมกลางแจ้งหรือทางทะเล โดยทั้งสองรุ่นมาพร้อมขอบตัวเรือนเซรามิกแบบฟิกซ์เบเซิล (Fixed Bezel) ซึ่งโดดเด่นด้วยสีสันที่เข้มขึ้น ทนทานต่อการใช้งาน และยังช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตัวเรือน จากพื้นฐานของ Type 7 ที่เปิดตัวครั้งแรกในเดือนมีนาคม ปี 2025

เพื่อฉลองการครบรอบ 15 ปีของแบรนด์ และถือเป็นนาฬิกาแนวทูลว็อช (Tool Watch) รุ่นสำคัญของ RESSENCE ในตัวเรือนที่ผลิตจากไทเทเนียมเกรด 5 ในขนาด 41 มิลลิเมตร ที่มาพร้อมสายไทเทเนียมแบบอินทริเกรด ที่ดีไซน์ต่อเนื่องรับกับตัวเรือน โดยจุดเด่นของนิการุ่นนี้คือพื้นหน้าปัดแบบออยล์-ฟิลด์ (Oil-Filled) อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ เพื่อช่วยให้การอ่านเวลามีความโดดเด่นและแตกต่าง พร้อมฟังก์ชั่นแสดงเวลาแบบสองไทม์โซน และคุณสมบัติการกันน้ำระดับ 5 ATM

โดยก่อนหน้านี้ Type 7 มีให้เลือกในสี Night Blue และแบบลิมิเต็ดเอดิชั่นในสี XV Aquamarine ซึ่งสำหรับ Type 7 Black หน้าปัดแบบออยล์-ฟิลด์นี้ ถูกนำเสนอในโทนสีดำที่ลุ่มลึกและโดดเด่น โดยชั้นน้ำมันใต้กระจกแซฟไฟร์ จะช่วยเพิ่มมิติและความคมชัดของหน้าปัดพร้อมทำให้องค์ประกอบต่างๆ ดูเหมือนลอยอยู่บนพื้นผิวคล้ายหน้าจอดิจิทัล ส่วนตัวเลขและแผ่นดิสก์สีขาวจะตัดกับพื้นหลังสีดำเข้ม ช่วยให้สามารถอ่านค่าเวลาได้ง่ายและรวดเร็ว ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของนาฬิกาแนวทูลว็อช

ส่วนสี Cactus Green ใหม่จะเป็นโทนของสีเขียวเข้มที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น และออกแบบมาให้เข้ากับวัสดุไทเทเนียมเกรด 5 โดยเฉพาะ เนื่องจากไทเทเนียมจะมีโทนสีอุ่นกว่าสตีล และมีอันเดอร์โทนสีเหลืองเล็กน้อย ทำให้สี Cactus Green สามารถกลมกลืนกับพื้นผิวแบบกล๊าซ-เพริล์ (Glass-Pearled) ของตัวเรือนและสายได้อย่างลงตัว ส่งผลให้นาฬิกาดูมีมิติ และโดดเด่นอย่างมีสไตล์เมื่อสวมใส่บนข้อมือ พร้อมแต่ละสีสันที่มาพร้อมสายยาง ที่ออกแบบสีให้เข้ากับหน้าปัดโดยเฉพาะ

ช่วยเพิ่มลุคที่ดูสปอร์ตและทันสมัยมากขึ้น อีกทั้งเมื่อเปลี่ยนจากสายไทเทเนียมแบบอินทริเกรด มาเป็นสายยาง จะยังช่วยให้นาฬิกามีน้ำหนักเบา สวมใส่สบาย และเหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน “เมื่อเปลี่ยนมาใช้สายยาง น้ำหนักโดยรวมของนาฬิกาจะเบาลง แต่ถ้าใช้สายไทเทเนียม จุดศูนย์ถ่วงจะอยู่บริเวณกึ่งกลางข้อมือ” Benoît Mintiens แห่ง RESSENCE อธิบายเพิ่มเติมพร้อมคำจำกัดความสั้นๆ ว่า “ให้ความรู้สึกแตกต่างกัน แต่ยังคงเป็นนาฬิกาเรือนเดิม” พร้อมราคาที่ 1,588,000 บาท




