The UR-10 Spacemeter Blue, Final Edition

จากนาฬิกาอันเป็นจุดสูงสุดของการสำรวจโลกแห่งนาฬิกา ที่ซึ่งเวลาไม่ได้มีหน้าที่แค่ถูกวัดค่าอีกต่อไป  หากแต่หลอมรวมเรื่องราวของเวลาเข้ากับอวกาศอันกว้างใหญ่ เพื่อเตือนให้เราตระหนักว่าโลกไม่ได้เป็น แค่สิ่งที่กำหนดจังหวะชีวิตของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ทั้งการหมุนรอบแกน การโคจรรอบดวงอาทิตย์ และการเดินทางผ่านห้วงอวกาศอย่างต่อเนื่อง โดย UR-10 ถูกสร้างขึ้นเพื่อถ่ายทอดการเคลื่อนไหวอันละเอียดอ่อนเหล่านั้น เชื่อมโยงเวลาเข้ากับพลังที่มองไม่เห็นซึ่งขับเคลื่อนทุกสรรพสิ่ง

 

Screenshot 2569 06 17 at 20.14.03

 

และนำการเคลื่อนที่ของโลกทั้งใบ มาถ่ายทอดบนข้อมือของผู้สวมใส่ วินาทีต่อวินาที และกิโลเมตรต่อกิโลเมตร กับหน้าปัดทรงกลมที่สะท้อนแนวคิดของ URWERK กับ UR-10 SpaceMeter ที่ถือเป็นนาฬิกาที่มีความพิเศษในประวัติศาสตร์ของ URWERK เพราะแม้หน้าปัดทรงกลมจะทำให้ดูคลาสสิค และเข้าถึงง่ายในครั้งแรกที่มอง แต่เบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยแนวคิด ที่แตกต่างและท้าทายขนบเดิมๆ พร้อมรูปทรงภายนอกที่อาจให้ความรู้สึกคุ้นเคย ทว่าการแสดงเวลาและรายละเอียดต่างๆ กลับพาให้ผู้สวมใส่

 

Screenshot 2569 06 17 at 20.16.36

 

ออกไปสู่อีกมุมมองหนึ่งของเวลา ดังนั้น UR-10 จึงเป็นนาฬิกาที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งอย่างน่าสนใจ ทั้งดูเป็นผลงานที่แตกต่างจาก URWERK มากที่สุด และในขณะเดียวกันก็สะท้อนตัวตน และแนวคิดของแบรนด์ได้ชัดเจนที่สุดเช่นกัน ในนาฬิกาหน้าปัดหลักที่เสริมด้วยหน้าปัดย่อยอีก 3 ตำแหน่ง ที่ทำให้ UR-10 เป็นกลไกที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อวัดระยะทาง ที่โลกเดินทางผ่านช่วงเวลาและอวกาศ โดยตำแหน่ง 2 นาฬิกาคือ EARTH Counter ทำหน้าที่แสดงระยะทางทุกๆ 10 กิโลเมตรที่โลกเคลื่อนที่จากการหมุนรอบตัวเอง

 

Screenshot 2569 06 17 at 20.22.36

 

พร้อมการแบ่งสเกลละเอียดระดับ 500 เมตร ส่วนตำแหน่ง 4 นาฬิกาคือ SUN Counter แสดงระยะทางทุกๆ 1,000 กิโลเมตรที่โลกเดินทางระหว่างการโคจรรอบดวงอาทิตย์ โดยแบ่งสเกลทุก 20 กิโลเมตร ส่วนตำแหน่ง 9 นาฬิกาคือ ORBIT Counter ที่เป็นการรวมการเคลื่อนที่ทั้งสองรูปแบบเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อถ่ายทอดระยะทาง 1,000 กิโลเมตรจากการหมุนรอบตัวเองของโลก และ 64,000 กิโลเมตรจากการโคจรรอบดวงอาทิตย์ ผ่านสเกลคู่ที่ทำงานประสานกันอย่างแม่นยำ พร้อมแสดงให้เห็นว่า UR-10 ไม่ได้มีหน้าที่

 

Screenshot 2569 06 17 at 20.14.20

 

เพียงการบอกค่าเวลาชั่วโมงและนาทีเท่านั้น แต่คือการถ่ายทอดมุมมองต่อโลกและจักรวาล ผ่านกลไกที่แปลงการเคลื่อนไหวของโลก ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงเวลา จนการอ่านเวลาแบบทั่วไปกลายเป็นเรื่องรอง เพราะผู้สวมใส่ไม่ได้เผชิญเพียงการเดินผ่าน ของเวลาในแต่ละนาทีอีกต่อไป แต่กำลังรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวอันยิ่งใหญ่ ที่เชื่อมโยงทุกสิ่งเข้าด้วยกันซึ่ง “นี่คือจุดที่เขากำลังอยู่ภายในกลไกอันยิ่งใหญ่ของโลก” พร้อมกับโลกบนฝาหลังของตัวเรือน ที่ถูกออกแบบให้มีเข็มแบบวงแหวนรอบนอก

 

Screenshot 2569 06 17 at 20.16.18

 

เพื่อเคลื่อนที่ไปตามสเกล 24 ชั่วโมง และสื่อถึงการหมุนครบรอบของโลกในหนึ่งวัน พร้อมการสลักสัญลักษณ์ที่แทนความหมายของ “Rotation” หรือการหมุนรอบตัวเองของโลก และ “Revolution” หรือการโคจรรอบดวงอาทิตย์ โดยระบบ Rotation จะอ่านค่าในทิศทางตามเข็มนาฬิกา ขณะที่ Revolution จะถูกออกแบบให้อ่านในทิศทางทวนเข็มนาฬิกา เปรียบเสมือนแผนที่จักรวาลขนาดย่อมบนสเกลเวลา 24 ชั่วโมง โดยการแสดงผลทั้ง 3 ส่วน ได้แก่ ชั่วโมง การหมุนรอบตัวเองของโลก (Rotation)

 

U1

 

และการโคจรรอบดวงอาทิตย์ (Revolution) ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบที่ทั้งงดงามเชิงกวีและแม่นยำในเชิงวิศวกรรม ในสามองค์ประกอบพื้นฐาน สามความจริงทางกายภาพ ที่ถูกแปลงให้กลายเป็นกลไกเชิงนาฬิกาอย่างสมบูรณ์ โดยนอกจากนี้ยังมีพัฒนาการด้านกลไกของ UR-10 อีกด้วย นั่นคือการติดตั้งระบบ ดับเบิ้ลโฟลว์เทอร์ไบน์ (Double Flow Turbine)ซึ่งเป็นวิวัฒนาการต่อยอดจากระบบขึ้นลาน ในแบบอัตโนมัติทางเดียวของแบรนด์ โดยกลไกที่จดสิทธิบัตรนี้ประกอบด้วยใบพัดซ้อนกันสองชุด

s0026 urwerk ur 10 sdt bleu v1 1

ซึ่งหมุนสวนทางกันตลอดเวลา โดยเมื่อโรเตอร์ไม่ได้หมุนในทิศทางที่ใช้ขึ้นลาน ความเร็วที่สูงอาจสร้างแรงเหวี่ยงต่อระบบได้มาก ระบบนี้จึงถูกออกแบบให้สร้างแรงลมระหว่างใบพัดทั้งสองชุด เพื่อช่วยลดความเร็วในการหมุนและปกป้องกลไกภายในไปพร้อมกัน ขณะเดียวกันการเคลื่อนไหวของใบพัดเหล่านี้ ยังสร้างภาพที่ชวนสะกดสายตาอีกด้วย ร่วมกันทำให้ UR-10 SpaceMeter Blue, Final Edition สามารถทำหน้าที่ในการปิดท้าย แนวคิดของคอลเลกชั่นอย่างสมบูรณ์แบบ ในราคาจำหน่ายที่ 3,086,000 บาท