[Super] Freak
หลังจากการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ในแบบนาฬิกาเรือนเด่นรุ่นใหม่ ที่มีการจัดแสดงเพียงรุ่นเดียวในบูธของ ULYSSE NARDIN ที่งาน WATCHES & WONDERS Geneva 2026 ที่ผ่านมา ก็เรียกเสียงฮือฮาถึงความสลับซับซ้อน ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ผนวกเข้ากับรูปแบบการผลิตนาฬิกาสวิสดั้งเดิม เข้าด้วยกันได้ดีอย่างสมบูรณ์แบบ รวมทั้งยังเป็นการต่อยอดของคอลเลคชั่นนาฬิกา ที่มีความโดดเด่นที่สุดของ ULYSSE NARDIN ได้อย่างมีสไตล์ไปพร้อมกันอีกด้วย

ซึ่งสำหรับนาฬิการุ่นนี้ ULYSSE NARDIN ถือเป็นการฉลองความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ ในวาระการครบรอบ 180 ปีแห่งการก่อตั้ง และเป็นเวลา 25 ปีของคอลเลคชั่น Freak ที่ถือเป็นนาฬิกาในคอลเลคชั่นระดับตำนานของ ULYSSE NARDIN ด้วยการเปิดตัวนาฬิการุ่น [Super] Freak ซึ่งถือเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซ ที่ใช้เวลาในการพัฒนาอย่างยาวนานถึง 4 ปีเต็ม เพื่อให้นาฬิกาเรือนนี้กลายเป็นนาฬิกา รุ่นที่อยู่ในระดับสูงสุดของคอลเลคชั่น Freak ได้อย่างสวยงามและสมบูรณ์แบบ

พร้อมกันกับการเป็นนาฬิกา กลไกตูร์บิยองอัตโนมัติคู่เรือนแรกของโลก ที่มาพร้อมกับกลไกแบบคารูเซลอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งผสมผสานนวัตกรรมที่ผ่านการจดสิทธิบัตรรวมกันมากถึง 35 รายการ รวมไปถึงการเปิดตัวชุดกิมบาล (Gimbal) หรือชุดเพลาที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก เพื่อการส่งผ่านพลังงานที่สมบูรณ์แบบที่สุด และตอกย้ำความเป็นผู้นำ ในด้านเครื่องบอกเวลาระดับสูง ที่มาพร้อมกันกับเทคโนโลยีระดับสูงเช่นกัน ซึ่งหมายถึงการกล้าท้ายทายทุกทุกกฎเกณฑ์

ของแนวทางการผลิตในอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส โดยหัวใจสำคัญของ [Super] Freak อยู่ที่กลไกอินเฮ้าส์รุ่นใหม่คาลิเบอร์ UN-252 ซึ่งประกอบด้วยชิ้นส่วนที่มีความซับซ้อนรวมกันมากถึง 511 ชิ้น เพื่อนำเสนอบริจด์แสดงค่านาทีไทเทเนียม ที่ติดตั้งชุดฟลายอิ้งตูร์บิยองสองชุด ซึ่งเอียงทำมุมระดับ 10 องศาและหมุนสวนทางกัน พร้อมเพิ่มฟังก์ชั่นการแสดงค่าวินาที ที่ถือเป็นครั้งแรกของคอลเลกชั่น ผ่านระบบดิฟเฟอเรนเชียลแนวตั้ง ที่มี่ขนาดเล็กที่สุดในโลกเพียงประมาณ 5 มิลลิเมตร

ขับเคลื่อนด้วยชุดการไขลานอัตโนมัติกรินเดอร์ (Grinder®) ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในอุตสาหกรรม พร้อมการใช้เทคโนโลยีซิลิคอนร่วมกับไดมอนซิล (DIAMonSIL®) เพื่อเพิ่มความทนทาน และความเที่ยงตรงในระดับสูงสุดทุกสภาวะ โดยในด้านงานฝีมือ [Super] Freak ยังสะท้อนความประณีตผ่านการตกแต่งชิ้นส่วนด้วยมือกว่า 70% โดยช่างนาฬิกาผู้เชี่ยวชาญการระดับแกรนด์คอมพลิเคชั่น ณ โรงงานในลา-โชซ์-เดอ-ฟองส์ ที่นาฬิกาแต่ละเรือนจะทำงานโดยช่างเพียงคนเดียว

ในทุกกระบวนการประกอบและทดสอบในหลายระดับ และตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้าย ที่ใช้เวลารวมกันมากกว่า 60 ชั่วโมง ในนาฬิกาตัวเรือนที่ผลิตจากวัสดุไวท์โกลด์ขนาด 44 มิลลิเมตร และมาพร้อมดิสก์ชั่วโมงวัสดุนาโนซิทาล (Nanosital®) ที่มีสีน้ำเงินอันโปร่งใส เพื่อเผยให้เห็นสถาปัตยกรรมของชุดกลไกในเจ็ดชั้น ที่มีชิ้นส่วนที่ต้องเคลื่อนไหวสูงถึงระดับ 97% โดยผลงานนี้จะผลิตในแบบจำนวนจำกัดเพียง 50 เรือนทั่วโลก และจำหน่ายเฉพาะตัวแทนบางแห่งเท่านั้น



