Song Hye Kyo กับ CHAUME

ที่ซี่ง CHAUMET เรียกว่าบ้านมาตั้งแต่ปี 1912 พร้อมเชื้อเชิญให้ผู้ชมร่วมค้นพบ โลกของ CHAUMET ผ่านมุมมองของ Song Hye Kyo พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวที่เชื่อมโยงได้ ถึงมรดกอันล้ำค่า ศิลปะแห่งงานฝีมือ และความสง่างามร่วมสมัย ที่รวบรวมเข้าไว้ด้วยกันอย่างงดงาม ซึ่งบทที่ 1 จะเป็นการค้นพบ จากการเดินทางบทแรกที่นำพาผู้ชมพร้อมกับ Song Hye Kyo ก้าวเข้าสู่คลังมรดกของ CHAUMET เพื่อย้อนสัมผัสถึงเรื่องราวของแบรนด์ ที่ตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปี 1780 โดยมีประวัติศาสตร์ของแบรนด์

ที่ได้ถักทอเข้ากับหน้าประวัติศาสตร์ ของฝรั่งเศสอย่างแนบแน่น ผ่านผลงานล้ำค่าจากคลังมรดก ภาพร่าง และเอกสารสำคัญ ที่เผยให้เห็นเรื่องราว และมรดกที่อยู่เบื้องหลังผลงาน พร้อมเชื่อมโยงอดีตและปัจจุบัน เข้าด้วยกันผ่านความสง่างาม เหนือกาลเวลา จากมงกุฎเทียร่า Bourbon-Parma ที่รังสรรค์ขึ้นในปี 1919 สู่มงกุฎเทียร่า Joséphine อันเป็นเอกลักษณ์ โดย Song Hye Kyo ได้เริ่มต้นสำรวจประวัติศาสตร์ ผ่านผลงานอันเป็นสัญลักษณ์ แห่งศิลปะที่มาจากงานฝีมือ ที่ได้รับการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น พร้อมสะท้อนให้เห็นได้

ถึงมรดกอันล้ำค่าที่หล่อหลอม CHAUMET ให้เป็นดังเช่นทุกวันนี้ ที่เรื่องราวในอดีตทั้งหมดนี้ ยังคงจุดประกายการสร้างสรรค์แห่งปัจจุบัน พร้อมทำให้แบรนด์มุ่งเดินหน้า เพื่อรังสรรค์นิยามใหม่ให้แก่อัตลักษณ์ ที่อยู่เหนือกาลเวลาของ CHAUMET ได้อย่างต่อเนื่องตลอดมา จนถึงบทที่ 2 อันเป็นศิลปะแห่งงานฝีมือที่ Song Hye Kyo ได้ก้าวเข้าสู่เวิร์กช็อปเครื่องประดับชั้นสูง พร้อมพบกับเหล่าผู้เชี่ยวชาญ และช่างฝีมือผู้สืบทอดองค์ความรู้ ผ่านบทสนทนาที่ทำให้เธอได้ค้นพบ ว่าความเชี่ยวชาญและเทคนิคงานฝีมือ

ซึ่งสืบทอดกันมาหลายยุค ยังคงเป็นแรงบันดาลใจอันไม่สิ้นสุดให้แก่การออกแบบเครื่องประดับร่วม สมัย ท่ามกลางฉากหลังของเสาวังโดม (Vendôme) และทำให้เธอได้สัมผัสถึงศิลปะ แห่งงานฝีมืออย่างแท้จริง ซึ่งสะท้อนผ่านความประณีตในทุกรายละเอียด และในบทที่ 3 อันเป็นไอคอนแห่งยุคสมัย ที่การเดินทางของบทสุดท้ายนี้ แสดงเรื่องราวของ Song Hye Kyo ที่ก้าวขึ้นบันไดอันเป็นเอกลักษณ์ ผ่านพระบรมสาทิสลักษณ์ของจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 พร้อมจักรพรรดินีโจเซฟีน ก่อนเปิดประตูสู่ซาลอน

และประดับมงกุฎเทียร่าเบื้องหน้าผนังอันเลื่องชื่อ ซึ่งจัดแสดงแบบจำลองกว่า 600 ชิ้น ซึ่งแต่ละชิ้นต่างเปรียบได้ ดั่งประจักษ์พยานแห่งกาลเวลาและยุคสมัยที่ผันผ่าน นับตั้งแต่ปี 1780ที่มงกุฎเทียร่าของ CHAUMET ได้ร่วมจารึกเรื่องราวอันโดดเด่นมากมาย จากรากฐานของมรดกอันล้ำค่า และศิลปะแห่งงานฝีมือชั้นสูง ที่ซึ่งมงกุฎเทียร่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความสง่างาม พลัง และโชคชะตา พร้อมเพื่อการฉลองมรดกของแบรนด์ และความสง่างามในแบบปารีเซียง ที่ในวันนี้มงกุฎเทียร่าได้รับการตีความใหม่

ผ่านแหวนอันเป็นซิกเนเจอร์ เพื่อถ่ายทอดความสง่างามของมงกุฎเทียร่า สู่เครื่องประดับที่สวมใส่ได้ในทุกวัน ซึ่งสะท้อนความยิ่งใหญ่ที่อยู่ภายในตัวตนของผู้สวมใส่ ดังนั้นตลอดการเดินทางทั้งสามบทนี้ จึงได้นำพา Song Hye Kyo ออกเดินทางสู่โลกของ CHAUMET จากจุดเริ่มต้นแห่งแรงบันดาลใจสู่การรังสรรค์ พร้อมสัมผัสความสง่างาม เหนือกาลเวลาที่เป็นหัวใจของแบรนด์ ซึ่งสะท้อนออกมาได้อย่างงดงาม ผ่านเครื่องประดับที่เธอเลือกสวมใส่ ทั้งสร้อยคอ Joséphine Aigrette ในวัสดุไวท์โกลด์

ประดับเพชรเจียระไนทรงหยดน้ำ ในขนาดประมาณ 1.50 กะรัต และเพชรเจียระไนทรงบริลเลียนท์ ในแบบพาเว่ ตลอดจนต่างหู Joséphine Valse Impériale ที่รังสรรค์จากวัสดุไวท์โกลด์และเพชร เพื่อสดุดีเพชรเจียระไนทรงหยดน้ำ อันเป็นที่โปรดปรานของจักรพรรดินีโจเซฟีน ซึ่งโดดเด่นด้วยเส้นโค้งอ ในแบบสมมาตรของตัว V ที่ประดับเพชร และชวนให้นึกถึงรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์ของ CHAUET ที่เหนือกว่าการถ่ายทอดความงดงาม ของเครื่องประดับชั้นสูง ที่ถือเป็นการเปิดประตูสู่มรดกของแบรนด์


