IAMWATCH : WEBSITE FOR THE WATCH INDUSTRY

THE VISIT

THE REVELATION

THE REVELATION

WRITER: DR. PRAMOTE RIENJAROENSUK, VIRACHARN TERMPIPATPONG



หน้าที่หลักของนาฬิกาคงหนีไม่พ้นการแสดงเวลา และลักษณะของการแสดงเวลาของนาฬิกาส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยที่จะแตกต่างกันได้เท่า ไหร่นัก ดังนั้นกรอบการสร้างสรรค์จากแบรนด์ต่างๆ นอกจากด้านรูปทรงแล้ว รูปแบบการแสดงเวลาก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ผู้ผลิตหลายรายไม่ว่าจะเป็น แบรนด์ดังสังกัดกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่หรือแบรนด์นาฬิกาอิสระก็ตาม พยายามที่จะคิคค้นให้นาฬิกาของตนแตกต่างจากผู้ผลิตรายอื่น ซึ่ง Revelation ก็เป็นแบรนด์อิสระอีกแบรนด์หนึ่งที่ถือกำเนิดขึ้นมาด้วยแนวคิดนี้ แต่แน่นอนว่าหากเป็นรูปแบบธรรมดาๆ ก็คงไม่เตะตาให้ IAMWATCH ไปเยือนถึงอาเธอลีเยอร์ของแบรนด์อินดี้แบรนด์นี้เป็นแน่



          Revelation เป็นโปรเจ็คต์ของหนุ่มสาวชาวสวิสคู่หนึ่งที่มีดีกรีแก่กล้าในวงการนาฬิกาส วิส ทั้งคู่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีพร้อมๆ กันจาก อาร์ต เซ็นเตอร์ คอลเลจ ออฟ ดีไซน์ ในยุโรป โดยฝ่ายชาย Olivier Leu นั้นเริ่มต้นชีวิตการทำงานเป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์ให้กับ Hysek Styling ก่อนที่จะออกมารับงานอิสระโดยมีส่วนร่วมในการออกแบบผลงานชั้นเลิศให้กับ แบรนด์นาฬิกาชั้นนำมากมายกว่า 80 แบรนด์ เช่น นาฬิกา Kirium ของ TAG Heuer, คอลเลคชั่น Privée ของ Cartier, Timewalker Chronograph ของ Montblanc และ RM12 กับ RM14 ของ Richard Mille เป็นต้น ส่วนฝ่ายหญิง Anouk Danthe นั้นเริ่มต้นด้วยการเป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์ให้กับ Jaeger-LeCoultre เป็นงานแรกก่อนจะย้ายมาอยู่กับ Omega โดยเป็นผู้จัดการผลิตภัณฑ์ ต่อด้วยที่ Audemars Piguet ในตำแหน่งเดียวกัน จากนั้นเธอก็ออกมารับงานเป็นที่ปรึกษาให้กับแบรนด์ต่างๆ สำหรับตัวอย่างผลงานในอดีตที่เธอมีส่วนสร้างสรรค์ก็คือ คอลเลคชั่น Atmos ของ Jaeger-LeCoultre, คอลเลคชั่น Constellation - My Choice และรุ่นประดับอัญมณีของ Omega รวมถึงนาฬิการุ่นต่างๆ ของ Audemars Piguet ตั้งแต่ Royal Oak Concept รุ่นแรก, Offshore Chrono Caoutchouc, Jules Audemars Time Equation, QP Metro, Edward Piguet Tourbillon, Canapé และ Millenary อีกด้วย เรียกว่าผลงานของทั้งคู่นับว่าไม่น้อยเลยในวงการนี้



          Anouk พาผมและทีมชมอาเธอลีเยอร์ที่พวกเขาใช้เป็นสถานที่ในการออกแบบ วางโครงสร้างและรูปแบบของ Revelation “เราคิดอยู่เสมอตอนออกแบบนาฬิกาของเราว่า จะต้องเป็นนาฬิกาที่สามารถสวมใส่ได้ในทุกๆ วัน และยังต้องมีความพิเศษบนหน้าปัด แต่ก็คิดไม่ถึงว่าสุดท้ายแล้ว แบบที่เราได้ออกมาคือหน้าปัดที่แตกต่างมากที่สุดเท่าที่วงการเคยออกแบบกัน มา” Anouk เล่าให้เราฟังถึงที่มา





          เพราะจริงๆ แล้ว ความแปลกใหม่อันเป็นกิมมิคหลักที่นาฬิกา Revelation นำเสนอก็คือ หน้าปัดนาฬิกาที่มอบมุมมองสองรูปแบบแตกต่างกันให้กับผู้สวมใส่ซึ่งสามารถ เลือกได้ตามอารมณ์ ณ ขณะต่างๆ ว่าอยากให้เป็นแบบใด ด้วยระบบกลไกบนหน้าปัดที่เรียกว่า เรเวเลชั่น ซิสเต็ม ซึ่งเปิดตัวมาพร้อมกับรุ่น R01 Double Complication ก่อนจะปรับปรุงออกมาเป็นระบบ เมจิคัล วอตช์ ไดอัล ในรุ่น R03, R04 และ R05 ระบบหน้าปัดนาฬิกาอัศจรรย์เหล่านี้ใช้หลักการเทคโนโลยีระดับนาโนให้สามารถ ปรับลักษณะพื้นหน้าปัดจากสีดำทึบไปสู่ความโปร่งแสงจากหลักการ ‘โพลาไรเซชั่น’ หรือ ‘การจัดทิศทางคลื่นแสง’ เพื่อให้มองเห็นกลไกหรือฟังก์ชั่นที่อยู่เบื้องหลังแผ่นจานโพลาไรส์ 2 แผ่นได้อย่างง่ายดายผ่านการปรับด้วยระบบกลไกที่ถูกซ่อนเอาไว้ในตัวเรือน อย่างแนบเนียน โดย ระบบ เรเวเลชั่น ซิสเต็ม นั้นจะเป็นการยกขอบตัวเรือนพร้อมกระจกชิ้นบนขึ้นในแบบบานพับ ส่วนระบบ เมจิคัล วอตช์ ไดอัล จะใช้การหมุนขอบตัวเรือนเป็นการปรับทิศทางของคลื่นแสง ด้วยระบบเหล่านี้จึงทำให้มีหน้าปัดถึง 2 รูปแบบอยู่บนนาฬิกาเรือนเดียวกัน ส่งผลให้นาฬิกาที่ดูเหมือนเป็นเพียงนาฬิกาสามเข็มรูปแบบมาตรฐานธรรมดาทั่วไป อาจจะมีกลไกชั้นสูงอย่างตูร์บิยองอันแสนซับซ้อนบรรจุอยู่ภายในก็เป็นไปได้ เพียงแต่ผู้เป็นเจ้าของสามารถเลือกได้ว่าจะสงวนฟังก์ชั่นพิเศษเหล่านี้เอา ไว้ดูคนเดียวหรือให้ผู้อื่นทราบด้วย นี่ล่ะคือความอัศจรรย์ของระบบเรเวเลชั่น ซิสเต็ม หรือ เมจิคัล วอตช์ ไดอัล อันเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของ Revelation โดยแผ่นจานโพลาไรส์นาโนสุดพิเศษนี้เป็นผลงานการผลิตของ Swiss Center for Electronics and Microtechnology (CSEM) สถาบันวิจัยและพัฒนา เทคโนโลยีระดับไมโครและนาโน, ไมโครอิเล็กทรอนิกส์, วิศวกรรมระบบ และ เทคโนโลยีสารสนเทศ แห่งสำคัญของประเทศสวิตเซอร์แลนด์และของโลก



          ส่วนรูปแบบที่ Revelation เลือกใช้นั้น คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบัน รูปแบบของนาฬิกาที่สวมใส่ได้ง่ายและติดข้อมือที่สุดก็คือนาฬิกาดีไซน์แบบ สปอร์ตหรูที่เข้าคู่ได้ทั้งกับเครื่องแต่งกายเนี๊ยบๆ ในเวลาทำงานหรือออกงานอย่างเป็นทางการ และสวมใส่ลำลองสบายๆ ในวันหยุด นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทาง Olivier และ Anouk เลือกที่จะออกแบบนาฬิกา Revelation ให้เป็นนาฬิกาสไตล์สปอร์ตหรู ซึ่งก็เป็นดีไซน์ที่เหมาะเจาะกับการที่จะต้องบรรจุกลไกการปรับมุมจานโพลา ไรส์ซ่อนเอาไว้ในส่วนของขอบตัวเรือนด้วย ดีไซน์ของตัวเรือนนั้นแม้จะมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ และหนา แต่ก็ใช้ลักษณะของโครงสร้างส่วนประกอบที่ออกแบบให้มีความซับซ้อนรวมไปถึงการ ฟินิชชิ่งในรูปแบบที่แตกต่างกันของแต่ละชิ้นส่วน ไม่ว่าจะเป็นการขัดเงา ขัดซาติน และบีดบลาสต์ เพื่อให้ดูนุ่มนวลกลมกลืนและลดความรู้สึกในด้านความใหญ่หนาไปพร้อมๆ กับมีความเป็นเอกลักษณ์ของตนเองอยู่ในทุกอณู โดยไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่รุ่นบุกเบิกอย่าง R01 จนถึงรุ่นล่าสุดอย่าง R05 ก็จะใช้ตัวเรือนที่มีลักษณะคล้ายกัน แต่ R05 ซึ่งเป็นนาฬิกากลไกอัตโนมัติสามเข็มนั้นจะใช้ตัวเรือนขนาด 42 มิลลิเมตร ซึ่งจะเล็กกว่ารุ่นอื่นๆ ที่ใช้ตัวเรือนขนาด 45 มิลลิเมตร



R01 Double Complication เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2012 ในฐานะนาฬิการุ่นแรกของ Revelation สร้างความตื่นตาตื่นใจด้วยระบบ เรเวเลชั่น ซิสเต็ม ซึ่งสามารถเปิดวงขอบตัวเรือนขึ้นมาได้ด้วยกลไกสปริงเพื่อเผยให้เห็นกลไก Tourbillon Manege® ที่อยู่ภายในซึ่งถูกซ่อนให้มองไม่เห็นเมื่อขอบตัวเรือนชั้นบนปิดอยู่ด้วย คุณลักษณะพิเศษของแผ่นกระจกหน้าปัด 2 ชิ้น ที่ทำจากจานโพลาไรส์ที่ผลิตขึ้นด้วยเทคโนโลยีระดับนาโน (ชิ้นบนผนึกกับขอบตัวเรือนชั้นนอกซึ่งมีบานพับให้เปิดขึ้นได้ และชิ้นล่างผนึกกับขอบตัวเรือนชั้นใน) มีให้เลือกทั้งแบบตัวเรือนวัสดุไทเทเนี่ยมเคลือบพีวีดีดำ, เยลโลว์โกลด์, ไวท์โกลด์ และพิ้งค์โกลด์-ขอบตัวเรือนเคลือบพีวีดีดำ ผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 15 เรือนเท่านั้น (ขนาดตัวเรือน 45 มิลลิเมตร หนา 15 มิลลิเมตร ฝาหลังกรุแซฟไฟร์)



Tourbillon Manege® Calibre TM01 เป็นผลงานกลไกตูร์บิยองที่ใช้ใน R01 Double Complication นาฬิการุ่นแรกของ Revelation และรุ่น R02 Haute Horlogerie กลไกนี้ออกแบบและพัฒนาโดย Revelation ประกอบขึ้นด้วยชิ้นส่วนรวม 360 ชิ้นซึ่งผลิตโดยซัพพลายเออร์มืออาชีพกว่า 40 แห่ง ในเขตจูร่าของสวิตเซอร์แลนด์ โดยจักรกลตูร์บิยองของกลไกนี้ถูกออกแบบให้ติดตั้งอยู่บนบริดจ์แบบฟลายอิ้ง โดยจะเคลื่อนที่วนไปรอบหน้าปัด 1 รอบในแต่ละนาที ความถี่การทำงานของบาลานซ์จะอยู่ที่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง ให้กำลังสำรองได้ 48 ชั่วโมงเมื่อไขขึ้นลานเต็ม



R02 Haute Horlogerie ใช้กลไกแบบ Tourbillon Manege® เช่นเดียวกับรุ่น R01 แต่บรรจุอยู่ในตัวเรือนที่ไม่ได้มีระบบ เรเวเลชั่น ซิสเต็ม ติดตั้งอยู่ จึงสามารถมองเห็นกลไกตูร์บิยองผ่านกระจกใสได้อย่างชัดเจน มีให้เลือกในตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ พิ้งค์โกลด์ และไวท์โกลด์ (ขนาดตัวเรือน 45 มิลลิเมตร หนา 14 มิลลิเมตร ฝาหลังกรุแซฟไฟร์)



R03 Chronographe Magical Watch Dial® นาฬิกาสปอร์ตหรูกลไกโครโนกราฟรุ่นนี้ ใช้ระบบหน้าปัดที่เรียกว่า เมจิคัล วอตช์ ไดอัล ซึ่งสามารถปรับให้พื้นหน้าปัดเป็นสีดำหรือโปร่งแสงให้มองเห็นความสวยงามของ กลไกอัตโนมัติโครโนกราฟ 3 เคาน์เตอร์ ความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง กำลังสำรอง 42 ชั่วโมง Calibre CH01 ของ Dubois Dépraz ซึ่งใช้บริดจ์แบบ สเกเลตันและมีการฟินิชชิ่งอย่างสวยงามได้อย่างง่ายดายด้วยการหมุนวงขอบตัว เรือนของตัวเรือนสตีลขนาด 45 มิลลิเมตร ซึ่ง จะทำให้จานโพลาไรส์ 2 ชิ้นที่สร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีระดับนาโนมีการจัดทิศทางคลื่นแสงใหม่ สวมคู่กับสายหนังบาเรเนียสีดำ (ในภาพเป็นเวอร์ชั่น RS ที่มีการปรับรายละเอียดของหลักชั่วโมงที่ 12 นาฬิกาและข้อความที่พิมพ์บนจานหน้าปัด ให้ดูสปอร์ตกว่าเวอร์ชั่นมาตรฐาน และใช้จานวันที่แบบฉลุโปร่งซึ่งทำให้มีจุดมาร์คเพื่อใช้อ่านค่าวันที่ได้ ง่ายขึ้น)



R03 Legend Flyback นาฬิกาสปอร์ตหรูกลไกโครโนกราฟรุ่นนี้ใช้กลไกอัตโนมัติโครโนกราฟพร้อมฟัง ก์ชั่นฟลายแบ็ค Calibre FB01 ซึ่งยังคงเป็นกลไกความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง กำลังสำรอง 42 ชั่วโมง ที่ใช้พื้นฐานของกลไก Dubois Dépraz มีให้เลือกในแบบตัวเรือนไทเทเนี่ยม และตัวเรือน พิ้งค์โกลด์ ขณะที่คุณสมบัติและคุณลักษณะต่างๆ โดย ส่วนใหญ่ รวมถึงระบบ เมจิคัล วอตช์ ไดอัล ยังคงเป็นเหมือนกับรุ่น R03 Chronographe Magical Watch Dial® โดยจะมาคู่กับสายยางสีดำพร้อมบัคเกิ้ลเทเทเนี่ยม เคลือบพีวีดีดำ



R05 Magical Watch Dial® Automatique นาฬิการุ่นใหม่ล่าสุดจาก Revelation ที่เพิ่งเปิดตัวในปีนี้ มาพร้อมกับระบบ เมจิคัล วอตช์ ไดอัล ซึ่งทำให้ผู้สวมใส่เลือกได้ว่าจะให้นาฬิกามีบุคลิกเรียบง่ายด้วยการแสดงค่า แบบสามเข็มด้วยเข็มสีเทาเคลือบ สารเรืองแสงซูเปอร์ลูมิโนว่าสีเขียวเช่นเดียวกับหลักชั่วโมงบนพื้นหน้าปัดสี ดำสนิท หรือจะให้มองเห็นวงสเกลนาทีบนพื้นสีแดงพร้อมการแสดงวันที่ และความงามของจักรกล ขึ้นลานอัตโนมัติ Calibre AD01 ความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง กำลังสำรอง 42 ชั่วโมง ได้ง่ายๆ เพียงการหมุนขอบตัวเรือนเพื่อให้จานโพลาไรส์ 2 ชั้นจัดทิศทางคลื่นแสงใหม่ โดยจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงเมื่อหมุนถึงระดับ ¼ รอบ และชัดเจนเมื่อหมุนถึง ระดับ 90 องศา ใช้ตัวเรือนวัสดุสตีลขนาด 42 มิลลิเมตร ฝาหลังเป็นแบบแผ่นทึบ



R04 Tourbillon Magical Watch Dial® รุ่นนี้ถือเป็นทายาทโดยตรงของ R01 Double Complication นาฬิการุ่นแรกของแบรนด์ ด้วยความที่เป็นการนำกลไกไขลานตูร์บิยอง Tourbillon Manège® Calibre TM01 มาบรรจุไว้ในตัวเรือนแบบใหม่พร้อมระบบหน้าปัด Magical Watch Dial® เพื่อให้ปรับเปลี่ยนระหว่างหน้าปัดสีดำทึบกับหน้าปัดโปร่งแสงได้อย่าง ง่ายดายด้วยการหมุนขอบตัวเรือนแทนการยกขอบตัวเรือนชั้นบนแบบรุ่น R01 ด้านตัวเรือนยังคงมีขนาด 45 มิลลิเมตรเท่าเดิม แต่จะเป็นวัสดุพิ้งค์โกลด์ร่วมกับตัวเรือนชิ้นกลางและหลังที่ทำจากไทเทเนี่ ยมเคลือบพีวีดีดำ ฝาหลังกรุแซฟไฟร์ และเสริมบุคลิกสปอร์ตด้วยการจับคู่กับสายยางสีดำพร้อมบัคเกิ้ลไทเทเนี่ยม เคลือบพีวีดีดำ



          “ระบบ เมจิคัล วอตช์ ไดอัล เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของ Revelation ที่นับว่าเป็นก้าวใหม่แห่งวงการนาฬิกาโดยได้นำเทคโนโลยีขั้นสูงระดับนาโนอัน ทันสมัยมาบูรณาการปรับใช้กับศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาอันเก่าแก่ได้อย่าง กลมกลืนที่สุดโดยมิได้สูญเสียลักษณะดั้งเดิมแห่งศิลปะและสุนทรียภาพของ นาฬิกาแบบดั้งเดิมไปแต่อย่างใด ถือเป็นความสามารถพิเศษที่ทำให้หน้าปัดของนาฬิกาเรือนเดียวปรับเปลี่ยนรูป แบบไปได้โดยไม่ได้มีสิ่งแปลกปลอมใดเข้ามารบกวนสายตา นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับกลไกและตัวเรือนที่ได้รับการฟินิชชิ่งด้วยมืออย่าง ตั้งใจตามมาตรฐานการผลิตนาฬิกาชั้นสูงของสวิส คุณลักษณ์ชั้นเยี่ยมเหล่าน่าจะทำให้ Revelation เป็นนาฬิกาทางเลือกที่น่าสนใจและน่าจับตามองอีกแบรนด์หนึ่งในตลาด” Olivier พูดสรุปถึงงานชิ้นสำคัญในชีวิตของเขา



IAMWATCH   โทร: 21 ธ.ค. 58 - 09:24 A.M.

 
ข้อความ :
 
ชื่อ : *
เบอร์โทร :
อีเมล์ : *
 
Sequrity Code : *