LOUIS ERARD La Petite Seconde Metropolis X THE HOROPHILE

เมื่อ LOUIS ERARD พบกับคนวงในที่มีความหลงใหลในแวดวงการผลิตนาฬิกาแนวอินดี้ นอกจากการแค่พูดคุยเท่านั้น แต่ยังต่อเนื่องไปถึงงานการสร้างสรรค์ชิ้นใหม่อีกด้วย ผลลัพธ์ที่ได้คือนาฬิการุ่นใหม่ในคอลเลคชั่น La Petite Seconde ขนาด 39 มิลลิเมตรในสามแบบหน้าปัดทั้งสีเทา, สีแซลมอน และสีโทแบคโค่ พร้อมสไตล์อาร์ทเดโคในจิตวิญญาณร่วมสมัยแบบนีโอเดโค

 

Screen Shot 2566 12 16 at 07.10.37

 

"ขอบคุณ" แล้วทำไมเราไม่เริ่มกันตั้งแต่ต้นล่ะ? จากแนวคิดการทำงานร่วมกันของ LOUISERARD X THE HOROPHILE เหมือนกันกับความร่วมมืออื่นๆ ที่เคยมีมา ที่แบรนด์ถือเป็นวิถีทางการผจญภัย ก่อนที่จะมาเป็นนาฬิกาอย่างที่เห็น จากความรู้สึกทางด้านจิตใจของมนุษย์ จากมือที่เอื้อมทักทายและขอบคุณกันและกัน พร้อมขบวนการและขั้นตอนต่างๆ มากมายจนกว่านาฬิกาที่งดงามได้ถือกำเนิดขึ้น

 

34248AA44 3

 

กับนาฬิกาเรือนนี้ที่มีมากกว่าหนึ่งฟังก์ชั่น ที่ไม่เพียงแค่แสดงเวลาอย่างอ่อนน้อมและสุภาพ แต่ยังส่งข้อความไปถึงทุกคนที่มอง ให้นึกถึงความร่วมมือกันที่จะทำให้ทั้งทุกคนแข็งแกร่งขึ้น โดยเป็นผลมาจากการแบ่งปันวัฒนธรรม มุมมอง ความปรารถนา และความหลงใหล จากการที่ LOUIS ERARD เป็นแบรนด์นาฬิกาคุณภาพดีในระดับราคาที่เหมาะสม ภายใต้การทำงานของ Manuel Emch ผู้อำนวยการ

 

Screen Shot 2566 12 16 at 07.24.55

 

และ Amr Sindi ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีจาก INSTRAGRAM ของเขา@TheHorophile ผู้เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดของแบรนด์นาฬิกามากมาย รวมทั้งเป็นโปรดิวเซอร์อิสระผู้สร้างนาฬิกาที่ผลิตในซีรี่ส์แบบจำนวนจำกัด ซึ่งด้วยมิตรภาพระหว่าง Manuel Emch และ Amr Sindi ที่แบ่งปันมิตรภาพอันลึกซึ้งมาอย่างยาวนานกว่า 15 ปี นาฬิกาเรือนพิเศษนี้จึงเกิดขึ้น

 

Screen Shot 2566 12 16 at 07.25.56

 

นาฬิการุ่น Metropolis นี้มีต้นแบบพื้นฐานมาจากนาฬิการุ่น Petite Seconde ซึ่งเป็นนาฬิการูปแบบคลาสสิคในตัวเรือนสตีลขนาด 39 มิลลิเมตร ที่มาพร้อมเม็ดมะยมอันเป็นเอกลักษณ์แบบ “LE” ซึ่งจะเป็นจุดเดียวที่จะมีโลโก้ของแบรนด์ปรากฏอยู่ โดยมีภาพรวมในรูปแบบใหม่สไตล์ THE HOROPHILE ที่ถือได้ว่าเป็นสไตล์นีโอเดโค ที่เกิดจากการผสมผสานรูปแบบต่างๆ เข้าด้วยกัน

 

Louis Erard La Petite Seconde Metropolis The Horophile 007

 

จากการที่แบรนด์นาฬิกา LOUIS ERARD กำเนิดขึ้นในยุคอาร์ทเดโคอันรุ่งโรจน์ปี 1929 นอกจากนี้ยังเป็นการยกย่องภูมิภาคบ้านเกิด ของแบรนด์นาฬิกานั่นก็คือลา-โชซ์-เดอ-ฟองซ์ในแถบเทือกขาจูรา จากการทำงานอย่างละเอียด ตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกแบบตัวเลข ไปจนถึงการออกแบบในขั้นตอนสุดท้าย ที่มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อน พร้อมเอฟเฟ็คท์ต่างๆ มากมาย

 

Louis Erard La Petite Seconde Metropolis The Horophile 010

 

“การออกแบบหน้าปัดและเข็มนาฬิกาที่ตามมา” THE HOROPHILE อธิบาย “ตัวเลขควรเป็นอย่างไร? ตรงหรือเอียง?” ในแถบวงกลมราวกับแผ่นดิสก์ ที่จากนั้นลวดลายของแผ่นดิสก์จะกลายเป็นศูนย์กลาง และผสมผสานกับรูปแบบกราฟิค ในแบบสองมิติเพื่อเน้นพื้นที่แสดงเวลาสองแบบทั้ง หน้าปัดแสดงเวลาชั่วโมงและนาทีขนาดใหญ่ พร้อมกับหน้าปัดย่อยแสดงเวลาวินาที

 

Louis Erard La Petite Seconde Metropolis The Horophile 009

 

ซึ่งลวดลายแผ่นดิสก์นี้ยังทำงานในรูปแบบสามมิติจากศูนย์กลาง เพื่อให้หน้าปัดดูมีมิติและกระทบกับแสงได้อย่างน่าสนใจ พร้อมกับการแสดงเวลาด้วยเข็มแบบเอ็มไพร์ ที่โดดเด่นด้วยรูปทรงแบบตึกเอ็มไพร์สเตท ซึ่งเป็นตึกระฟ้าสไตล์อาร์ตเดโคที่เป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัย ที่ถือเป็นการตอกย้ำอีกครั้งถึงความใส่ใจในรายละเอียด และสัดส่วนทีละพื้นที่ตั้งแต่ฐานจนถึงยอดแหลม

 

Louis Erard La Petite Seconde Metropolis The Horophile 005

 

นำเสนอในสามโทนสีทั้ง สีเทา, สีแซลมอน และสีโทแบคโค่ ให้สามอารมณ์ สามความอบอุ่น และสามความแตกต่าง โดยเข็มนาฬิกาและตัวเลขจะเป็นแบบเรดโกลด์เพลทกั บหน้าปัดสีเทาและสีแซลมอน และสีดำกับหน้าปัดสีแซลมอน พร้อมความกลมกลืนของโทนสีกับสายหนังลูกวัวลายเกรน สีน้ำตาลในหน้าปัดสีเทา, สีดำในหน้าปัดสีแซลมอน,แลสีชอคโกแลตในหน้าปัดสีโทแบคโค่

 

Screen Shot 2566 12 16 at 07.04.40

 

นาฬิกา LOUIS ERARD รุ่น La Petite Seconde Metropolis X THE HOROPHILE จะมีการผลิตจำนวนจำกัด 59 เรือนในหน้าปัดสีเทา, 59 เรือนในหน้าปัดสีแซลมอน และ 59 เรือนในหน้าปัดสีโทแบคโค่ พร้อมกับนาฬิกาอีกหนึ่งเรือนในแบบยูนีคพีซเฉพาะสำหรับ THE HOROPHILE โดยนาฬิกาทั้ง 177 เรือนในสามโทนสีหน้าปัดจะมีราคาจำหน่ายในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่ 2,300 สวิสฟรังก์

 

 

 Screen Shot 2566 12 16 at 07.36.55